“ค่านิยมเรียนพิเศษ” ผลลัพธ์จากความล้มเหลวของการศึกษาไทย

บทความโดย นรมณ ดลมหัทธนะกิตติ์

 

วรรณสรณ์ สยามกิตติ์Dav’ance...

ทุกวันนี้ สถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงต่างๆล้วนแต่คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักเรียนจากหลากสถานศึกษาและหลายช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กเล็กก่อนประถมวัยไปจนถึงนักเรียนมัธยมปลาย เป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา เพียงแต่คุณเคยลองตั้งคำถามบ้างหรือไม่ว่า...นี่เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นแล้วจริงหรือเปล่า?

 

“กวดวิชา” จำเป็นกับชีวิตจริง หรือเป็นเพียงค่านิยมผิดๆ?

ถ้าหากเราจะพูดในเรื่องความจำเป็นของการเรียนพิเศษคงจะต้องมองให้เห็นถึงเหตุผลว่าอะไรที่ทำให้เกิดค่านิยมนี้ขึ้นกับเด็กไทยในยุคปัจจุบัน

ประการหนึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงปัญหานี้ได้นั่นก็คือคุณภาพของครูครูในแต่ละที่มีคุณภาพไม่เท่ากัน คุณภาพในการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่าง การเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน แต่มีการใช้มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาด้วยแบบทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐานเดียวกัน ครูบางคนมีความรู้มาก หากแต่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้นักเรียนเข้าใจได้ การขาดแคลนบุคลากรครูในสถานศึกษาที่ห่างไกลเป็นต้น

ประการที่สองจากการสัมภาษณ์นักเรียนในระดับชั้นม.6ที่เรียนพิเศษ พบว่าเหตุผลที่เรียนพิเศษมาจากความต้องการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง ว่าจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่ตนใฝ่ฝันได้แม้แต่ในนักเรียนที่มีผลการเรียนดียังรู้สึกไม่มีความมั่นใจหากไม่ได้ไปเรียนกวดวิชา ปัจจัยดัง กล่าวแสดงให้เห็นว่าค่านิยมการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นผลให้ค่านิยมการกวดวิชาเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยให้นักเรียนส่วนใหญ่เข้าเรียนกวดวิชาคือความต้องการของผู้ปกครองที่ไม่ได้มีฐานะทางสังคมที่มั่นคงนักจึงต้องการให้บุตรหลานของตนมีความรู้มากกว่าเพื่อนคนอื่นๆในระดับชั้น เพื่อที่ในอนาคตจะได้มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าและเป็นการรับประกันอนาคตที่ดีกว่า

แต่การเรียนพิเศษก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับคนทุกกลุ่มเสมอไป  เพราะกลุ่มคนบางประเภทยังมีค่านิยมผิดๆ เช่น การเรียนพิเศษตามเพื่อน เรียนพิเศษเพื่อจะได้เจอผู้คนใหม่ๆ หรือเรียนพิเศษเพื่อหาแฟนไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปเรียนเพื่อแสวงหาความรู้แต่อย่างใด

ในขณะเดียวกันอีกกลุ่มคนที่เรียนกวดวิชา ทั้งที่เรียนตามความต้องการของพ่อแม่ และเรียนโดยความสมัครใจ แต่กลับไม่ใส่ใจที่จะไปเรียนเท่าไหร่นัก โดดเรียนบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง ทำให้เงินที่ผู้ปกครองเสียไปนั้น เสียไปโดยที่ไม่ได้รับประโยชน์กลับมาเท่าที่ควรจะเป็น

แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคนบางกลุ่มใช้วัน เวลา ที่ควรจะต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียน มาเรียนพิเศษตามสถาบันกวดวิชาต่างๆ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “แล้วแบบนี้ การเรียนที่โรงเรียนจะมีประโยชน์อะไร” แต่อีกมุมหนึ่งก็มีอีกคำพูดที่ว่า “ถ้าการเรียนที่โรงเรียนดีจริง เด็กก็คงไม่ต้องออกมาหาความรู้จากข้างนอก” เกิดขึ้นมาด้วยเช่นกัน

 

ผลดี และ ผลเสีย ของการเรียนเพิ่มเติม ต่อเด็กไทยในยุคปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าค่านิยมการเรียนพิเศษนั้นถือได้ว่าควบคู่กันมากับการเรียนในสมัยนี้ และถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้กับนักเรียนในยุคปัจจุบันนี้ไปเสียแล้วแต่กระนั้นการเรียนพิเศษย่อมส่งผลกระทบทั้งทางดีและไม่ดีแก่ผู้เรียนเช่นกัน ผลดี ของการเรียนพิเศษ คือ

  1. ติวเตอร์ที่สอนมีเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อสอบ หรือ เทคนิคการจดจำที่สามารถทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายมากกว่าการอ่านจับใจความด้วยตัวเอง และอาจมีวิธีการสอนที่สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อเหมือนเรียนที่โรงเรียนเพราะติวเตอร์นั้นมีหน้าที่คือสอนเพียงอย่างเดียว จึงมีเวลาให้กับการเตรียมสอนอย่างเต็มที่ผิดกับข้าราชการครูทั่วไปที่นอกจากการสอนแล้ว ก็ยังมีงานอื่นๆ เช่น งานวิจัย งานนโยบาย ให้ต้องรับผิดชอบ จึงอาจไม่มีเวลาให้กับการสอนได้มากเท่าที่ควร
  2. จากค่านิยมในสังคมไทย การเรียนพิเศษมีผลทางจิตวิทยาที่จะทำให้นักเรียนมีความมั่นใจมากขึ้น ทั้งการเรียนในโรงเรียน และการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในมุมมองของนักเรียนเปรียบการเรียนในโรงเรียนเป็นการฉาบความรู้เอาไว้หยาบๆ และการเรียนพิเศษเป็นสิ่งที่จะเข้ามาอุดรอยรั่วนั้นก็ว่าได้
  3. เป็นการสร้างความสบายใจให้กับผู้ปกครอง ว่าบุตรหลานของตนนั้นมีความสามารถพอที่จะแข่งขัน และมีอนาคตที่ดีต่อไปได้

นอกจากผลดีที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น การเรียนกวดวิชาก็มีผลเสียหลายประการที่สำคัญ คือ                                                                                

  1. ความเครียดจากการเรียนที่มากเกินไป โดยปกติแล้วในหลักสูตรการศึกษาไทยเรียนกันประมาณ 8 กลุ่มสาระ 20 วิชา เฉลี่ยสัปดาห์ละ 35คาบ คาบละ 35-50 นาที ก็ถือว่าค่อนข้างมากแล้ว การเพิ่มการเรียนพิเศษเข้าไปอาจเป็นการเบียดเบียนเวลาพักผ่อนไม่มีเวลาให้ครอบครัว สร้างภาระเพิ่มให้กับสมองอาจส่งผลเสียทางจิตที่อาจจะทำให้พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนแปลงในทางที่แย่รวมทั้งร่างกายก็จะอ่อนแอลงจากการขาดการออกกำลังกายอีกด้วย
  2. ความซ้ำซากจำเจ เพราะการกวดวิชานั้นเป็นการนำความรู้ในหลักสูตรมาสอนซ้ำเดิมแต่อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนจึงทำให้นักเรียนที่เรียนตามความต้องการของผู้ปกครองเกิดความเบื่อหน่ายและรู้สึกเป็นทุกข์กับการเรียนทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมต่อต้านผู้ปกครอง ส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนในภาพรวมได้
  3. ทำให้สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมากในส่วนนี้ไม่เฉพาะค่าเรียนแต่ยังรวมถึงค่าเดินทางมาเรียน ค่าอาหาร ที่ต้องสูญเสียไปจากงานวิจัยพบว่า รวมแล้วในส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 10-15 ของรายได้ในครอบครัว

 

เรียนพิเศษ... “การศึกษาเพิ่มเติม” หรือ “การค้าการศึกษา”?

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณมูลค่าตลาดธุรกิจกวดวิชาทั้งในส่วนของการเรียนกวดวิชาในรูปแบบโรงเรียนกวดวิชา และติวเตอร์อิสระที่สอนแบบตัวต่อตัวหรือสอนแบบกลุ่มในปี2556 ไว้ที่ประมาณ7,160ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี2555 ที่มีมูลค่าประมาณ7,000ล้านบาท และจะเติบโตไปสู่ 8,189ล้านบาท ในปี2558 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี”

จากข้อความข้างต้นถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กไทยในยุคนี้สูญเสียเงินไปมหาศาลเพื่อ “ซื้อความรู้” จากสถาบันกวดวิชาที่เน้นในเชิงธุรกิจทำกำไรมากกว่าส่งเสริมการศึกษาโรงเรียนกวดวิชาในสมัยนี้มีการแข่งขันที่สูงมากสถาบันดังก็ต้องยิ่งปรับกลยุทธ์เพื่อหนีคู่แข่งจะเห็นได้ว่าการปรับคอร์ส เรียนสถาบันต่างๆให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันเน้นกลยุทธ์ทางการตลาดมากเสียยิ่งกว่าประโยชน์ทางการศึกษาที่ผู้เรียนจะได้รับ ทุกวันนี้เงินที่เราเสียไปเพื่อเรียนกวดวิชานั้นมากกว่าเงินค่าเทอมที่ต้องจ่ายให้กับโรงเรียนเสียอีก

 

ความแตกต่างทางสังคมกับปัญหาการเข้าถึงการเรียนพิเศษ

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้เด็กแต่ละคนสามารถเข้าเรียนกวดวิชาได้มากหรือน้อยนั้นโดยส่วนใหญ่มักจะขึ้นอยู่กับฐานะการเงินของผู้ปกครอง หากมีทุนทรัพย์มาก ก็สามารถเข้าถึงการเรียนพิเศษหรือในกรณีที่มีทุนทรัพย์น้อยก็มักจะกลัวว่าลูกจะได้เรียนน้อย เก่งไม่เท่าเพื่อน จึงต้องกระเสือกกระสนพยายามหาทุนเพิ่มเพื่อจะได้ส่งลูกไปเรียนกวดวิชาที่ดังๆ แพง ๆ เหมือนลูกคนอื่นแต่มีนักศึกษาส่วนหนึ่งถึงร้อยละ48.8ของผู้ที่ไม่เรียนกวดวิชาได้ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ไม่เรียนพิเศษนั้นเป็นเพราะ ค่าเล่าเรียนที่แพงเกินไปทำให้ครอบครัวไม่สามารถรับภาระในส่วนนี้ได้

เมื่อพิจารณาตามเขตที่ตั้งของโรงเรียนแล้ว เขตเมืองนั้นจะมีอัตราการกวดวิชาสูงกว่านักเรียนที่ศึกษาในโรงเรียนเขตนอกเมืองและกลุ่มที่ผู้ปกครองประกอบอาชีพค้าขายหรือธุรกิจส่วนตัวมีอัตราการกวดวิชามากกว่ากลุ่มที่ผู้ปกครองที่ประกอบอาชีพเกษตรกร หรือ ประมง อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการเรียนพิเศษได้ยากเพราะโรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่มักจะกระจุกอยู่ในเมืองทำให้คนในพื้นที่นอกเมืองเข้าถึงการเรียนพิเศษได้ยากกว่า

 

แนวทางการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

“เกรดเฉลี่ยวัดความรู้ทางวิชาการไม่ได้

และความรู้ทางวิชาการวัดความเป็นคนไม่ได้”

หลายคนเมื่ออ่านประโยคข้างต้นแล้วอาจเกิดคำถามว่าอะไรทำให้มีความคิดไปเช่นนั้น คำตอบนั่นก็คือเพราะเกรดเฉลี่ยนั้นมาจากคะแนนสอบเพียง20-40%ในแต่ละโรงเรียนซึ่งแตกต่างกันที่เหลือเป็นการวัดประเมินในส่วนอื่นๆ เช่น การส่งงาน คุณลักษณะ นั่นจึงทำให้“เกรดเฉลี่ย”ไม่สามารถชี้วัดความรู้ทางวิชาการได้เสมอไป แต่ถ้าหากลองมองในมุมกลับ“ความรู้ทางวิชาการ”เองก็วัดเกรดเฉลี่ยไม่ได้เช่นกัน นั่นเพราะเกรดเฉลี่ยไม่ได้มุ่งเน้นวัดผลทางวิชาการเพียงอย่างเดียวแต่วัดทั้งความรับผิดชอบ ความประพฤติ ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม  ถ้าหากเราเป็นคนฉลาดแต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ มีความรู้แต่ไม่มีความรับผิดชอบ นั่นอาจหมายถึงชีวิตที่ล้มเหลวในอนาคตภายภาคหน้าได้

แต่ในทุกวันนี้การศึกษาไทยไม่ได้มุ่งเน้น“ทักษะการใช้ชีวิตในสังคม”อย่างที่ควรจะเป็นครูอาจารย์สอนให้เราเรียนเพื่อ“ท่องจำ”แล้วนำไปสอบ มากกว่าที่จะ“เข้าใจ”และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ฉะนั้นแนวทางการแก้ปัญหาการศึกษาไทยอย่างยั่งยืนในที่จะไม่ทำให้กวดวิชาเป็นการศึกษาหลักของประเทศไทย สามารถพัฒนาได้ดังนี้

  1. พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา

ดังเห็นได้จากปัจจุบัน อัตราครูต่อเด็กนักเรียน 1 : 40 - 50 คน และครูที่มีคุณภาพในสาขาหลักๆทั่วประเทศมีไม่ถึง 30% รวมถึงปัญหาครูที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ สิ่งที่ควรต้องทำคือ ต้องกระจายบุคลากรครูออกไปให้ทั่วถึงให้คุณภาพครูในทุกพื้นที่มีความแตกต่างกันน้อยที่สุด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงการศึกษา และปรับปรุงการคัดกรองครูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ครูที่ผ่านการคัดมานั้นมีคุณภาพ มีความรู้และถ่ายทอดให้นักเรียนเข้าใจได้เมื่อเด็กคิดว่าเรียนในห้องจากครูนั้นเพียงพอก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียนพิเศษอีกต่อไป

  1. นโยบายที่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก

การศึกษาไทยควรจะต้องเน้นผลต่อผู้เรียนเป็นหลักด้วยนโยบายการศึกษาที่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามวิธีที่ถนัดและสนใจ เช่น การให้เลือกสายการเรียนที่ตนเองชอบตั้งแต่ประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษาเล่นให้ได้ความรู้ ครูสอนโดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดและแสดงความคิดเห็นตามอิสระทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอมีความสุขและเห็นคุณค่าของการเรียนในโรงเรียนมากขึ้น

 

อ้างอิง

เมื่อคุณภาพการศึกษาใช้ “คะแนนชี้วัด”ผู้ปกครองทุ่มปีละกว่าหมื่นล้านให้เด็กกวดวิชาเพื่อ “ติ๊กถูก.”(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://thaipublica.org/2013/09/quality-of-thai-education/. 2556.

“กวดวิชา” มาตรฐานการศึกษาไทย เรียน “เพื่อสอบ”หรือเรียน “เพื่อรู้”.”(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://thaipublica.org/2013/03/tutorial-critical-study-of-thailand/. 2556.

จิตรา วงศ์บุญสิน.““กวดวิชา เรียนพิเศษ” จำเป็นหรือแฟชั่น.”(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://peenews1.blogspot.com/. 2554.

“ค่านิยมเกี่ยวกับการกวดวิชา ในภูเก็ตวิทยาลัย.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://www.phuketonlinenews.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&No=1443650. 2554.

“การศึกษาไทยต้องChange สถานเดียว.”(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://kru-d.com/?p=608. 2558.

เรียนพิเศษจำเป็นจริงหรือ?.”(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://www.tutor-4you.com/เรียนพิเศษ /. 2557.

“การ “เรียนหนัก” และ “กวดวิชา” ช่วยพัฒนาประชากรจริงหรือ?.”. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : http://whereisthailand.info/2012/01/pisa-class-tutor/. 2555.     

ขุนสำราญภักดี.“เก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา เชือดครูอุ๊ แลกภาษี4,000ล้าน คิดผิด...คิดใหม่ได้.”. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก :http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294649773. 2554.

“แนวทางการพัฒนาการศึกษาไทย.”. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/494623. 2555.

เบญญาภา โรจน์รุ่งฤกษ์. สัมภาษณ์. 8 กันยายน 2558.

edit @ 31 Jan 2016 08:06:04 by Monzart0523

Comment

Comment:

Tweet